วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต

ความหมายของอินเทอร์เน็ต



อินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด
อินเทอร์เน็ตจึงมีรูปแบบคล้ายกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบ WAN แต่มีโครงสร้างการทำงานที่แตกต่างกันมากพอสมควร   เนื่องจากระบบ WAN เป็นเครือข่ายที่ถูกสร้างโดยองค์กรๆ เดียวหรือกลุ่มองค์กร เพื่อวัตถุประสงค์ด้านใดด้านหนึ่ง และมีผู้ดูแลระบบที่รับผิดชอบแน่นอน แต่อินเทอร์เน็ตจะเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์นับล้านๆ เครื่องแบบไม่ถาวรขึ้นอยู่กับเวลานั้นๆ ว่าใครต้องการเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตบ้าง ใครจะติดต่อสื่อสารกับใครก็ได้ จึงทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตไม่มีผู้ใดรับผิดชอบหรือดูแลทั้งระบบ


ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต


ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ประเทศรัสเซียส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาจึงได้รับรู้ว่า เทคโนโลยีชั้นสูงของประเทศยังล้าหลังกว่าของรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้เกิดการตื่นตัวที่จะพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยกระทรวงกลาโหมจึงก่อตั้งหน่วยงานวิจัยชั้นสูงที่ชื่อ ว่า Advanced ResearchProjects Agency หรือที่รู้จักกันในนามของ ARPA           ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ARPA ได้ให้ทุนแก่มหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา เพื่อการทำวิจัยในหัวข้อเรื่อง เครือข่ายการทำงานร่วมกันของคอมพิวเตอร์แบบแบ่งเวลางาน (Cooperative net-work of Time-Shared Computers) หลังจากนั้นอีก ๓ ปี กระทรวงกลาโหมก็ได้สนับสนุนโครง-การวิจัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า ARPANETจนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ โครงการ ARPANETได้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย ๔ แห่งเข้าด้วยกันในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เครือข่าย ARPANETขยายใหญ่ขึ้น และสามารถเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆได้ถึง ๒๓ เครื่อง
          จากการศึกษาเรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์จนถึงระยะเวลานั้น ผู้พัฒนาเครือข่ายหลายคนเริ่มเห็นปัญหาของการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ที่มี หลากหลายชนิด และหลากหลายผลิตภัณฑ์ จึงทำให้เกิดปัญหายุ่งยากในการเชื่อมโยง แนวความคิดที่จะสร้างระบบเปิดจึงเกิดขึ้น กล่าวคือ กำหนดมาตรฐานกลางที่ผลิตภัณฑ์ทุกยี่ห้อสามารถจะเชื่อมโยงเข้าสู่มาตรฐานนี้ ได้
          แนวคิดในการเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันและเชื่อมโยงในลักษณะวงกว้างเป็น สิ่งที่เป็นไปได้ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ผู้พัฒนาเครือข่ายจึงสร้างโพรโทคอลใหม่ และให้ชื่อว่า TCP/IP (Trans-mission Control Protocol / Internet Protocol)และให้ชื่อเครือข่ายที่เชื่อมโยงโดยใช้โพรโทคอลนี้ว่า อินเทอร์เน็ต หลังจากนั้น โครงการARPANET ได้นำโพรโทคอล TCP/IP ไปใช้
          การพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ดำเนิน-การต่อมา ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกการสนับสนุน และหันกลับไปทำวิจัยและพัฒนาเอง เครือข่ายนี้ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการพัฒนามาตรฐานต่างๆเข้ามาใช้ประกอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดได้กลายเป็นมาตรฐานการสื่อสารที่ชื่อว่า TCP/IP และใช้ชื่อเครือข่ายว่า อินเทอร์เน็ต(Internet)
          ต่อมาการบริหารและดำเนินงานเครือข่ายได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิการศึกษา วิทยา-ศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือที่ใช้ชื่อย่อว่าNSF (National Science Foundation) มีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาบริหารเครือข่ายกลางที่เปิด  โอกาสให้ผู้อื่นเข้ามาเชื่อมโยง และได้ดำเนินการจนอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ของ โลก

          สำหรับในประเทศไทย เริ่มเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตตั้งแต่กลางปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ทำการเชื่อมโยงเพื่อส่งอิเล็กทรอนิกส์เมลกับ ประเทศออสเตรเลียซึ่งทำให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เมลเชื่อมต่อกันอินเทอร์เน็ต เป็นครั้งแรก ต่อมาในวันที่ ๒๗กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เช่าสายวงจรเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ก็ได้มีโครงการที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัยขึ้น เครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้น เป็นลำดับ จนทำให้มีสถาบันออนไลน์กับอินเทอร์เน็ตเป็นกลุ่มแรก ได้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับ มหาวิทยาลับธรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย มหาวิทยาลัยสงขลา-นครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
          การพัฒนาเครือข่ายจึงเป็นไปตามกระแสการเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสากล มาตรฐานการเชื่อมโยงเป็นแบบโพรโทคอล TCP/IP ตามมาตรฐานนี้มีการกำหนดหมายเลขแอดเดรสให้แก่เครือข่ายและเครื่อง คอมพิวเตอร์ โดยมีการสร้างเป็นลำดับชั้นเพื่อให้การเชื่อมโยงเครือข่ายเป็นระบบ แอดเดรส นี้จึงมีชื่อว่า ไอพีแอดเดรส (IP address)

          ไอพีแอดเดรสทุกตัวจะต้องได้รับการลงทะเบียน เพื่อจะได้มีหมายเลขไม่ซ้ำกันทั่วโลกการกำหนดแอดเดรสจะเป็นการกำหนดหมายเลข ให้แก่เครือข่าย
          ผู้ใช้เครือข่ายย่อยในเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตจะเป็นสมาชิกของ อินเทอร์เน็ตโดยปริยาย เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนสามารถเชื่อมโยงกับเครื่องอื่นๆได้ทั่วโลก ผู้ใช้งานอยู่ที่บ้านสามารถใช้คอมพิวเตอร์จากบ้านต่อผ่านโมเด็มมาที่เครื่อง หลัก หลังจากนั้นก็จะเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายต่างๆได้ นิสิตนักศึกษาซึ่งอยู่ที่บ้านจะสามารถติดต่อกับอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัย หรือติดต่อกับเพื่อนๆได้ ทั้งในมหาวิทยาลัยและต่างมหาวิทยาลัย หรือในต่างประเทศ
          อินเทอร์เน็ตจึงเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนคาดกันว่าในอนาคต เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเชื่อมโยงคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน
          เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงได้ทุกมหาวิทยาลัย โดยมีการเชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงกันในประเทศซึ่งจัดการโดย หน่วยบริการอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า ISP (Internet Service Provider)หน่วยบริการ ISP จะมีสายเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
          ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยได้เชื่อมโยงกัน โดยมีแกนกลางคือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และให้ชื่อเครือข่ายนี้ว่า เครือข่ายไทยสาร(THAISARN - THAI Social / Scientific, Academicand Research Network) การเชื่อมโยงภายในประเทศทำให้ทุกเครือข่ายย่อยสาามารถเชื่อมโยงเป็นอินเทอร์ เน็ตสากลได้


อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย



ประเทศไทยได้เริ่มติดต่อกับอินเทอร์เน็ตในปี พ.ศ. 2530 ในลักษณะการใช้บริการ จดหมายเล็กทรอนิกส์แบบแลกเปลี่ยนถุงเมล์เป็นครั้งแรก โดยเริ่มที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (Prince of Songkla University) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียหรือสถาบันเอไอที (AIT) ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลีย (โครงการ IDP) ซึ่งเป็นการติดต่อเชื่อมโยงโดยสายโทรศัพท์ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2531 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ยื่นขอที่อยู่อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยได้รับที่อยู่อินเทอร์เน็ต Sritrang.psu.th ซึ่งนับเป็นที่อยู่อินเทอร์เน็ตแห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาปี พ.ศ. 2534 บริษัท DEC (Thailand) จำกัดได้ขอที่อยู่อินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ประโยชน์ภายในของบริษัท โดยได้รับที่อยู่อินเทอร์เน็ตเป็น dect.co.th โดยที่คำ “th” เป็นส่วนที่เรียกว่า โดเมน (Domain) ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงโซนของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยย่อมาจากคำว่า Thailand กล่าวได้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตชนิดเต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมง ในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2535 โดยสถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9600 บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตที่บริษัท ยูยูเน็ตเทคโนโลยี (UUNET Technologies) ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในปีเดียวกัน ได้มีหน่วยงานที่เชื่อมต่อแบบออนไลน์กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลายแห่งด้วยกัน ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ โดยเรียกเครือข่ายนี้ว่าเครือข่าย “ไทยเน็ต” (THAInet) ซึ่งนับเป็นเครือข่ายที่มี “ เกตเวย์ “ (Gateway) หรือประตูสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นแห่งแรกของประเทศไทย (ปัจจุบันเครือข่ายไทยเน็ตประกอบด้วยสถาบันการศึกษา 4 แห่งเท่านั้น ส่วนใหญ่ย้ายการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตโดยผ่านเนคเทค (NECTEC) หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ)
ปี พ.ศ.  2535 เช่นกัน เป็นปีเริ่มต้นของการจัดตั้งกลุ่มจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษาและวิจัยโดยมีชื่อว่า "เอ็นดับเบิลยูจี" (NWG : NECTEC E-mail Working Group) โดยการดูแลของเนคเทค และได้จัดตั้งเครือข่ายชื่อว่า "ไทยสาร" (ThaiSarn : Thai Social/Scientific Academic and Research Network)เพื่อการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน โดยเริ่มแรกประกอบด้วยสถาบันการศึกษา 8 แห่ง ปัจจุบันเครือข่ายไทยสารเชื่อมโยงกับสถาบันต่างๆ กว่า 30 แห่ง ทั้งสถาบันการศึกษาและหน่วยงานของรัฐ
ปัจจุบันได้มีผู้รู้จักและใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีอัตราการเติบโตมากกว่า 100 % สมาชิกของอินเทอร์เน็ตขยายจากอาจารย์และนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาไปสู่ประชาชนทั่วไป






การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต

ข้อมูล และบริการต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตมีเป็นจำนวนมากมายและหลายหลากประเภท ทำให้มีการพัฒนาและประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตกับงานในด้านต่างๆ มากมาย จึงขอยก ตัวอย่างการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตพอสังเขป ดังนี้
ด้านการศึกษา
อิน เทอร์เน็ตเปรียบเสมือนห้องสมุดขนาดยักษ์ที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปค้นหาและดึง ข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายและรวดเร็ว มีแหล่งข้อมูลความรู้จำนวนมหาศาลที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และอื่นๆ ทำให้นักเรียน ครูอาจารย์ รวมถึงผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการศึกษา ค้นคว้า หรือการทำงานได้  ในส่วนระบบการจัดการเรียนการสอนทาง ไกลโดยใช้อินเทอร์เน็ต ก็ทำให้ผู้เรียนหรือผู้สอนที่อยู่ห่างไกลกัน ไม่จำเป็นต้องเสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาสถานที่เดียวกัน ผู้สอนและผู้เรียน สามารถอยู่คนละสถานที่ ก็ยังสามารถทำการเรียนการสอนได้  เช่น  การเรียนการสอนผ่านเวบ หรือ E-Learning เป็นอีกหนึ่งกระแสของการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตที่กำลังมาแรงในปัจจุบันนี้, ห้องสมุดดิจิตอล (Digital Library) ก็ เป็นอีกบริการหนึ่งที่ได้รับความสำคัญมากในปัจจุบัน โดยได้มีการพัฒนาเนื้อหาความรู้สำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา มีเนื้อหาความรู้ในสาขาต่างๆ มากมายสำหรับนักเรียนและอาจารย์ใช้ในการเรียนการสอน
1.       ธุรกิจการค้า
ปัจจุบันมีการให้บริการ โฆษณาสินค้าบริการและการซื้อขายสินค้าบริการต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า E-Commerce ซึ่ง ระบบนี้ผู้ซื้อสามารถเลือกดูสินค้า ตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ แล้วทำการสั่งซื้อ พร้อมทั้งชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ตโดยหักจากบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตได้ ทันที นอกจากนี้ บริษัทหรือองค์กรต่างๆ ก็สามารถเปิดให้บริการแก่ลูกค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ เช่น การตอบคำถาม ให้คำแนะนำ และประกาศข่าวสารใหม่ๆ หรือกรณีที่เป็นสินค้าเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ก็อาจแจกจ่ายโปรแกรมให้ทดลองใช้ หรือให้ดาวน์โหลดโปรแกรมแก้ไขข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์ (patch) แม้กระทั่งซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ๆ ได้โดยตรงอีกด้วย
2.       การเงินการธนาคาร
ธนาคารบนอินเทอร์เน็ต (Internet Banking) หมาย ถึง ธนาคารที่ให้บริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในบางธนาคารก็มีบริการที่มีชื่อคล้ายคลึงกันแต่ มีความแตกต่างกันเล็กน้อย นั่นคือ ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Banking หรือ E-Banking ซึ่ง หมายถึงธนาคารที่ให้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยสื่อที่นิยมใช้ได้แก่อินเทอร์เน็ต จะเห็นได้ว่าบริการทั้งสองรูปแบบต่างก็มีการให้บริการต่างๆ ของธนาคารที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบยอดบัญชี การโอนเงิน การสั่งชำระค่าสินค้าและบริการ เป็นต้น
สำหรับการระบบชำระเงินค่าสินค้าและบริการแบบออนไลน์ ก็อีกบริการซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากกระแส ความแรงของการทำ E-Commerce ทั่ว โลก ที่มีความต้องการองค์กรกลางที่น่าเชื่อถือ อันได้แก่ธนาคาร เข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการชำระเงินแบบออนไลน์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ด้วยระบบนี้ทำให้ลูกค้าเกิดความสะดวกและรวดเร็วในการใช้บริการเป็นอย่างมาก
3.       ความบันเทิง
สิ่ง ที่ดึงดูดใจแก่ผู้งานอินเทอร์เน็ตทุกเพศ ทุกวัย มากที่สุด ก็คือ ความสาระบันเทิงที่มีอยู่มากมายบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น การอ่านข่าวสารจากวารสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถชมตัวอย่างภาพยนตร์ซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงได้ อีกด้วย การค้นหาข้อมูลเพื่อใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการต่างๆ ก็ถือเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้ได้เช่นกัน รวมทั้งการสนทนาพูดคุยระหว่างผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตด้วย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านทางเวบบอร์ดต่างๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้ได้ทั้งความรู้ และความเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก

ประโยชน์และโทษของอินเทอร์เน็ต

ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนชุมชนเมืองแห่งใหม่ของโลก เป็นชุมชนของคนทั่วมุมโลก จึงมีบริการต่างๆเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา
    1.ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic mail=E-mail) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail 
เป็น การส่งจดหมายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยผู้ส่งสสามารถส่งข้อความไปยังที่ อยู่ของผู้รับ ในรูปแบบของอีเมล์ เมื่อผู้ส่งเขียนจดหมาย แล้วส่งไปยังผู้รับ ผู้รับจะได้รับจดหมายภายในเวลาไม่กี่วินาที แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลกก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถส่งแฟ้มข้อมูลหรือไฟล์แนบไปกับอีเมล์ได้ด้วย 
    
2.กรขอเข้าระบบจากระยะไกลหรือเทลเน็ต(Telnet) 
เป็น บริการอินเน็ตรูปแบบหนึ่งโดยที่เราสามารถเข้าไปใช้งานคอมพิวเตอร์อีกเครื่อง หนึ่งที่อยู่ไกลๆได้ด้วยตนเอง เช่น ถ้าเราอยู่ที่โรงเรียนทำงานโดยใช้อินเตอร์เน็ตของโรงเรียนแล้วกลับไปที่บ้าน เรามีคอมพิวเตอร์ที่บ้านและต่ออินเตอร์เน็ตไว้เราสามารถเรียกข้อมูลจากที่ โรงเรียนมาทำที่บ้านได้ เสมือนกับเราทำงานที่โรงเรียนนั่นเอง 
    
3.การโอนถ่ายข้อมูล(File Transfer Protocol หรือ FTP) เป็น บริการอีกรูปแบบหนึ่งของระบบอินเตอร์เน็ต เราสามารถค้นหาและเรียกข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาเก็บไว้ในเครื่องของเราได้ ทั้งข้อมูลประเภทตัวหนังสือ รูปภาพและเสียง
    
4.การสืบค้นข้อมูล(Gopher,Archie,World wide Web) หมาย ถึง การใช้เครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตในการค้นหาข่าวสารที่มีอยู่มากมายแล้วช่วยจัด เรียงข้อมูลข่าวสารหัวข้ออย่างมีระบบ เป็นเมนู ทำให้เราหาข็อมูลได้ง่ายหรือสะดวกมากขึ้น 
    
5.การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น(Usenet) เป็น การให้บริการแลกเปลี่ยนข่าวสารและแสดงความคิดเห็นที่ผู้ใช้บริการอินเตอร์ เน็ตทั่วโลกสามารถพบปะกัน แสดงความคิดเห็นของตน โดยมีการจัดการผู้ใช้เป็นกลุ่มข่าวหรือนิวกรุ๊ป(Newgroup)แลก เปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นหัวข้อต่างๆ เช่น เรื่องหนังสือ เรื่องการเลี้ยงสัตว์ ต้นไม้ คอมพิวเตอร์และการเมือง เป็นต้น ปัจจุบันมี Usenet มากกว่า15,000 กลุ่ม นับเป็นเวทีขนาดใหญ่ให้ทุกคนจากทั่วมุมโลกแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง 
    
6.การสื่อสารด้วยข้อความ(Chat,IRC-Internet Relay chat) เป็น การพูดคุยกันระหว่างผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยพิมพ์ข้อความตอบกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ไดัรับความนิยมมากอีกวิธีหนึ่ง การสนทนากันผ่านอินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนเรานั่งอยู่ในห้องสนทนาเดียวกัน แต่ละคนก็พิมพ์ข้อความโต้ตอบกันไปมาได้ในเวลาเดียวกัน แม้จะอยู่คนละประเทศหรือคนละซีกโลกก็ตาม 
    
7.การซื้อขายสินค้าและบริการ(E-Commerce = Eletronic Commerce) เป็น การจับจ่ายซื้อ - สินค้าและบริการ เช่น ขายหนังสือ คอมพิวเตอร์ การท่องเที่ยว เป็นต้น ปัจจุบันมีบริษัทใช้อินเตอร์เน็ตในการทำธุรกิจและให้บริการลูกค้าตลอด24ชั่วโมง ในปี2540 การค้าขายบนอินเตอร์เน็ตมีมูลค่าสูงถึง1แสนล้านบาท และจะเพิ่มเป็น1ล้านล้านบาทในอีก5ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจแบบใหม่ที่น่าสนใจและเปิดทางให้ทุกคนเข้ามาทำธุรกิจได้โดยใช้ทุรไม่มากนัก 
    
8.การให้ความบันเทิง(Entertain) 
ใน อินเตอร์เน็ตมีบริการด้านความบันเทิงในทุกรูปแบบต่างๆ เช่น เกมส์ เพลง รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ เป็นต้น เราสามารถเลือกใช้บริการเพื่อความบันเทิงได้ตลอด24ชั่วโมงและจากแหล่งต่างๆทั่วทุกมุมโลก ทั้งประเทศไทย อเมริกา ยุโรปและออสเตรเลีย เป็นต้น
โทษของอินเตอร์เน็ต
1.โรคติดอินเทอเน็ต(Webaholic) 
อินเตอร์เน็ตก็เป็นสิ่งเสพติดหรือ? 
การ เล่นอินเตอร์เน็ต ทำให้คุณเสียงาน ผู้ใดเป็นผู้ที่ติดการพนัน การติดการพนันประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับ การติดอินเตอร์เน็ต เพราะทั้งสองอย่าง เกี่ยวข้องกับการล้มเหลว ในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด) ผู้ที่มีอาการอย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีถือได้ว่า มีอาการติดอินเตอร์เน็ต 
  รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต 
  มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น 
  ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้ 
  รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้ 
  ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใช้อินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น 
  หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง 
  การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก 
  มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต 
  ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้
มี ผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทำ
2.เรื่องอณาจารผิดศีลธรรม(Pornography/Indecent Content) เรื่อง ของข้อมูลต่างๆที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่างๆนั้นเป็น เรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้วบนโลกอินเทอเน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้งเนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่ WWW ยัง ไม่พัฒนา มากนักทำให้ไม่มีภาพออกมา แต่ในปัจจุบันภายเหล่านี้เป็นที่โจ่งแจ้งบนอินเทอเน็ตและสิ่งเหล่านี้สามารถ เข้าสู่เด็ก และเยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่ เพราะว่าอินเทอเน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทำให้สื่อเหล่านี้ สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเรา ไม่สามารถจับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
3.ไวรัส ม้าโทรจัน หนอนอินเตอร์เน็ต และระเบิดเวลา ไวรัส : เป็น โปรแกรมอิสระ ซึ่งจะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำลายข้อมูล หรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจำหรือ พื้นที่ว่างบนดิสก์โดยพลการ 
ม้าโทรจัน : ม้า โทรจันเป็นตำนานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึดเมืองได้สำเร็จ โปรแกรมนี้ก็ทำงานคล้ายๆกัน คือโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่ไม่พึงประสงค์ มันจะซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต มันมักจะทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการ และสิ่งที่มันทำนั้น ไม่มีความจำเป็นต่อเราด้วย 
หนอนอินเตอร์เน็ต : ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จนดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่ง ครอบครองทรัพยากรและทำให้ระบบช้าลง 
ระเบิดเวลา : คือ รหัสซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นรูปแบบเฉพาะของการโจมตีนั้นๆ ทำงานเมื่อสภาพการโจมตีนั้นๆมาถึง ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดเวลาจะทำลายไฟล์ทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2542 

บัญญัติ 10 ประการของการใช้อินเทอร์เน็ต 

เป็นจรรยาบรรณที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยึดถือไว้เสมือนเป็นแม่บทแห่งการปฏิบัติ เพื่อระลึกและ เตือนความจำเสมอ ดังนี้
1. เราต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น
2. เราต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น
3. เราต้องไม่สอดแนม หรือแก้ไขเปิดดูในแฟ้มของผู้อื่น
4. เราต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
5. เราต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
6. เราต้องไม่คัดลอกโปรแกรมผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ
7. เราต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ
8. เราต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
9. เราต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทำ
10. เราต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพ กฏ ระเบียบ กติกา มารยาท 

หน่วยงานที่มีบทบาทในอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย
   หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องอินเทอร์เน็ตของประเทศชาติที่จะหลีกความรับผิด ชอบไปไม่ได้คือ กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีหน่วยงานปฏิบัติที่สำคัญอยู่ในกระทรวง จากอดีตที่ผ่านมาเราก็เห็นได้ชัดว่า อินเทอร์เน็ตของประเทศไทยก้าวไปในลักษณะอย่างไร ขาดผู้ชี้นำหรือผู้นำทางที่ดำเนินการอย่างไรเป็นรูปธรรม 
     การวางโครงข่ายทั่วประเทศ และโลคัลสวิตชิง

NECTEC ได้เริ่มทำโลคัลสวิตชิงที่ชื่อว่า PIE ต่อมาการสื่อสารก็ได้ดำเนินการสร้างโลคัลสวิตชิง ซึ่งก็นับว่าดีที่มีสวิตชิงแล้วขณะนี้สองแห่ง แต่ทั้งสองแห่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ดังนั้นหากผู้ใช้จากต่างจังหวัดจะต้องการเชื่อมโยงกันก็ต้องมาสวิตชิงที่ใด ที่หนึ่งในสองที่นี้
หากพิจารณาในเรื่องโครงข่ายโทรคมนาคมที่องค์การ โทรศัพท์มีศูนย์อยู่ 20 แห่ง ทำไมไม่ให้องค์การโทรศัพท์เป็นผู้เชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตของประเทศ ทุก ISP สามารถให้บริการได้ทุกจังหวัด ผู้ใช้ที่จังหวัดใดก็จะมีบริการได้โดยโทรศัพท์ครังละ 3 บาท ขณะเดียวกันทั้ง 20 แห่งนี้ เป็นโลคัลสวิตชิงที่เป็นหลักสำหรับการดำเนินการนั้นหมายความว่า ถ้า ISP สอง ISP ให้บริการในเชียงใหม่ คงไม่ต้องมาสวิตช์ข้อมูลกันที่การสื่อสารหรือ PIE ที่กรุงเทพฯ การดำเนินการในลักษณะนี้จะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของประเทศสูงขึ้น ลดปัญหาความคับคั่งของระบบอินเทอร์เน็ตที่เป็นอยู่ในขณะนี้ลงไปได้ และที่สำคัญคือ การให้โอกาสที่เท่าเทียมกันระหว่างคนต่างจังหวัดกับคนในกรุงเทพฯ

     การวางพร็อกซี แคชรวม และระบบมิลเลอร์ของต่างประเทศ
นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. กล่าวว่า ผลการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน ปี 2553 พบว่า มีจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปทั้งสิ้นประมาณ 61.9 ล้านคน  ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 19.1 ล้านคน หรือ 30.9%  ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 13.8 ล้านคน หรือ 22.4% และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 38.2 ล้านคน หรือ 61.8% เมื่อพิจารณาระหว่างเขตการปกครอง ในเขตเทศบาลมีสัดส่วนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 43.4% ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 35.1% และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 72.2% โดยมีสัดส่วนการใช้สูงกว่านอกเขตเทศบาล คือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 25.2% ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 16.5% และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 57%

ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือคนใช้งานเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือของประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปในระหว่างปี 2547-2553 พบว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 21.4% (จำนวน 12.5 ล้านคน) เป็น 30.9% (จำนวน 19.1 ล้านคน) และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจาก 11.9% (จำนวน 7.0 ล้านคน) เป็น 22.4% (จำนวน 13.8 ล้านคน)  และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นจาก 28.2% (จำนวน 16.6 ล้านคน)  เป็น 61.8% (จำนวน 38.2 ล้านคน) 

ผู้อำนวยการ สสช. กล่าวต่อว่า แม้ว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประชาชนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีช่องว่างในการใช้ระหว่างผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาล และนอกเขตเทศบาล  กล่าวคือในช่วงปี 2547 - 2553 ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเขตเทศบาล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 33.2% เป็น 43.4% ส่วนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่อยู่นอกเขตเทศบาล เพิ่มขึ้นจาก 15.6% เป็น 25.2% ในขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่อยู่ในเขตเทศบาล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 21.4% เป็น 35.1% ส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่อยู่นอกเขตเทศบาล เพิ่มขึ้นจาก 7.2% เป็น 16.5% 

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ พบว่า ในช่วงปี 2547-2553 สัดส่วนของผู้ใช้นอกเขตเทศบาลเพิ่มขึ้นมากกว่าในเขตเทศบาล กล่าวคือ ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในเขตเทศบาลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 41.9% เป็น 72.2% ส่วนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่อยู่นอกเขตเทศบาล เพิ่มขึ้นจาก 21.5%  เป็น 57%

นายวิบูลย์ทัต กล่าวต่อว่า คนกรุงเทพใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือมากที่สุด เมื่อพิจารณาสัดส่วนของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือเป็นรายภาค พบว่าในปี 2553 กรุงเทพฯ มีสัดส่วนผู้ใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุด คือ 47.4% รองลงมาคือภาคกลาง 31.7% ภาคใต้ 29.3% ภาคเหนือ 28.9%  และต่ำสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27.2% ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ต กรุงเทพฯ มีผู้ใช้มากที่สุด คือ 39.6% รองลงมาคือ ภาคกลาง 22.3% ภาคเหนือ  21.2% ภาคใต้ 19.9% และต่ำสุดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18.9%

ขณะที่ การใช้โทรศัพท์มือถือ กรุงเทพมฯ มีสัดส่วนของผู้ใช้มากที่สุดเช่นเดียวกัน คือ 77.3% รองลงมา ภาคกลาง 66.9% ภาคเหนือ 60.5% ภาคใต้ 58.8% และต่ำสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 55.4%

นอกจากนี้ ยังพบว่า สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตของเพศหญิงสูงกว่าเพศชายเล็กน้อย โดยในช่วงปี 2547-2553  สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตของเพศชายเพิ่มขึ้นจาก 11.3% เป็น 21.9% และสัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตของเพศหญิงเพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 22.8%


ส่วนวัยรุ่นนิยมใช้อินเทอร์เน็ต เมื่อพิจารณาการใช้อินเทอร์เน็ตในกลุ่มอายุต่าง ๆ พบว่าในปี 2553 กลุ่มอายุ 15-24 ปี มีสัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตสูงสุด 50% รองลงมาคือกลุ่มอายุ  6-14 ปี 35.9% กลุ่มอายุ 25-34 ปี 24.6% กลุ่มอายุ 35-49 ปี 13.6% และต่ำสุดในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป 4.2%

สำหรับสถานที่ใช้อินเทอร์เน็ตพบว่าในปี 2553 ส่วนใหญ่ใช้ในสถานศึกษา 45.3% รองลงมาคือ บ้าน 35.5% และที่ทำงาน 29% ส่วนกิจกรรมที่ใช้ ส่วนใหญ่ใช้ในการค้นหาข้อมูลทั่วไป 82.2% รองลงมาคือรับ–ส่งอีเมล์ 26.5% และเล่นเกมส์ ดาวน์โหลดเกมส์ 25.6%  สำหรับความถี่ในการใช้อินเทอร์เน็ตพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตใช้ค่อนข้างบ่อย (1-4 วันใน 1 สัปดาห์) 58.4% รองลงมาใช้เป็นประจำ (5-7 วันใน 1 สัปดาห์) 26.3%

โทรศัพท์พื้นฐานลดลง แต่ใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น ในระหว่างปี 2549 - 2553 พบว่าครัวเรือนที่มีโทรศัพท์พื้นฐานมีแนวโน้มลดลง จาก 23.4% เป็น 20.9% ครัวเรือนที่มีเครื่องโทรสารเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.5% เป็น 1.7% ครัวเรือนที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นจาก 17.1% เป็น 22.8% สำหรับครัวเรือนที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 7.2% เป็น 11.4%

สำหรับ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของครัวเรือน พบว่า ในปี 2553 มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยประเภท       DSL Cable modem และ fixed broadband มากที่สุด 57.4% รองลงมา Analogue modem ISDN  23.6% แบบไร้สายเคลื่อนที่ (โทรศัพท์มือถือ 2G, 2.5G  เช่น GSM CDMA GPRS) 9.5% และ แบบไร้สายเคลื่อนที่ (โทรศัพท์มือถือ 3G เช่น WCDMA EV-DO) 3% ไม่แน่ใจว่าใช้อินเทอร์เน็ตประเภทใด 6.4%  และอื่น ๆ 0.1%


ส่วนข้อคิดเห็นที่ครัวเรือนต้องการให้ภาครัฐเข้ามาควบคุมดูแลเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ได้แก่ ควบคุมเว็บไซต์ที่ลามกอนาจาร  ควบคุมราคา/อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ควบคุมผู้ให้บริการร้านอินเทอร์เน็ต/เกมส์ออนไลน์  มีบทลงโทษที่เด็ดขาดสำหรับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์  และควบคุมราคา/อุปกรณ์คอมพิวเตอร์



ระบบแคชที่ดีของประเทศน่าจะเป็นทางออก ของการลงทุนร่วมกัน และสร้างระบบแคชที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ ดูแลทางออกของประเทศ สามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้ นอกจากระบบแคชแล้วยังสามารถทำระบบมิลเลอร์ของบางไซท์ไว้ในประเทศ ระบบถังข้อมูล FTP ขนาดใหญ่ที่สามารถให้บริการข้อมูลต่าง ๆ ได้
การ บริหารจัดการระบบบัฟเฟอร์ข้อมูลนี้จะช่วยทำให้ทราบสถานะการใช้งานบางอย่าง หรือปริมาณความต้องการต่าง ๆ ของผู้ใช้ในประเทศได้ ทำให้สร้างระบบวางแผนและดำเนินการในระดับนโยบายต่อไปได้ดี

     ระบบฟรีอีเมล์ และฟรีโฮมเพจ


เคยมีใครวิเคราะห์หรือเฝ้าติดตามดูว่า ปริมาณผู้ใช้ฟรีอีเมล์ภายนอกประเทศ และฟรีโฮมเพจภายนอกประเทศมีจำนวนสักเท่าไร ผู้ที่ใช้ฟรีอีเมล์ก็ดี ฟรีโฮมเพจก็ดี ใช้เพราะภายในประเทศไม่มีระบบบริการที่ดี ลองนึกดูว่าผู้ใช้บริการเหล่านี้ต้องการส่งอีเมล์ถึงบุคคลในประเทศ จะต้องเสียช่องทางการสื่อสารระหว่างประเทศไปเท่าไร เริ่มจากคนส่งต้องนำข้อมูลไปไว้คนรับก็ต้องไปอ่าน ดังนั้นจึงเท่ากับว่าเราเสียช่องสื่อสารไปหลายเท่าตัว ช่องทางสื่อสารที่ไปต่างประเทศมักมีราคาแพง (8 เมกะบิต ประมาณ 60 ล้านบาทต่อปี) หากเรามีบริการในประเทศ เราจะประหยัดได้มาก
การบริการฟรี เหล่านี้ได้ผลคุ้มค่ายิ่ง โดยเฉพาะการดึงคนไทยให้ใช้งานในประเทศไทย ลดค่าใช้จ่ายที่จ่ายทางอ้อมให้ต่างประเทศ ขณะเดียวกันระบบดังกล่าวน่าจะทำประโยชน์ได้เช่นเดียวกันกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการได้รายชื่อผู้ใช้ในเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือเรื่องของการดึงมาเป็นสมาชิก รวมถึงการให้ข่าวสารกับสมาชิก

     การให้บริการอินเตอร์เน็ตฟรี แต่...


...ต้องเป็นบริการภายในประเทศไทย หากนโยบายการส่งเสริมอินเทอร์เน็ตมีความชัดเจน น่าจะต้องให้คนไทยทั่วประเทศไทย ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ฟรี หากหน่วยงานบริการโทรศัพท์ให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรี โดยคิดเฉพาะค่าโทรศัพท์ โดยเน้นให้ใช้เฉพาะในประเทศ การใช้อินเทอร์เน็ตในลักษณะนี้ไม่ต้องเสียวงจรไปต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายโดยรวมจึงถูกลง
การบริการอินเทอร์เน็ตฟรีจากผู้ใช้บริการ โทรศัพท์ อาจหารายได้มาชดเชยได้หลายอย่าง เช่น จากรายได้ในเรื่องของการเช่าที่โฮมเพจของห้างร้าน รายได้จากค่าโฆษณา เพราะเมื่อมีผู้ใช้บริการฟรีจำนวนมาก รายได้เสริมในลักษณะนี้ก็จะเกิดขึ้น
การ ให้บริการฟรีภายในประเทศเป็นนโยบายที่น่าจะทำได้ เพราะเท่ากับสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องผู้ใช้ เพราะผู้ใช้จะขยายวงกว้างขึ้น ธุรกิจภายในประเทศจะก้าวหน้าขึ้น อีกทั้งการไม่ใช้วงจรต่างประเทศเท่ากับเป็นการลดกระแสของอารยธรรมต่างประเทศ ไปได้ทางหนึ่ง

     การให้บริการข่าวสารสาธารณะ


เพื่อสนับสนุนการให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรี รัฐต้องจัดให้หน่วยงานของรัฐเร่งรณรงค์สร้างข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ กับประชาชน และให้บริการสาธารณะ ข้อมูลข่าวสารที่เรียกดูได้บนอินเทอร์เน็ตจึงเป็นเป้าหมายที่น่ากระทำยิ่ง
การ เรียนรู้ในสมัยปัจจุบันต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก ถ้ารัฐให้หน่วยงานต่าง ๆ สร้าง เช่น ระบบสาธารณสุข การดูแลรักษาสุขภาพ การป้องกันโรค ข่าวสารเหล่านี้มีวิธีการเข้าถึงได้ง่าย ย่อมตกอยู่กับพี่น้องชาวไทยที่จะบริโภคข่าวสาร
การรณรงค์ในเรื่องการ สร้างข้อมูลสาธารณะจึงทำให้ขยายการใช้งานได้กว้าง และไม่ต้องพึ่งพิงข้อมูลจากต่างประเทศอย่างเดียว ข้อมูลที่จัดทำเพื่อคนไทยย่อมมีประโยชน์โดยตรงกับคนไทยอย่างมาก

     นโยบายการดูแลและรักษาความปลอดภัย

ระบบอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนเป็นถนน หลวงเป็นของสาธารณะ ดังนั้นเพื่อสังคมที่ดีงาม เพื่อการอยู่ร่วมกันและใช้ประโยชน์ร่วมกันในสังคมที่ดี จึงต้องมีการสร้างกฎระเบียบ รัฐจะต้องเข้ามาดูแลเอื้ออำนวยให้เกิดระเบียบ มีการจัดระบบให้ชัดเจน มีกฎหมายและข้อบังคับ
ระบบการรักษาความปลอดภัย ที่มีตำรวจคอยเอื้อประโยชน์ ในระบบอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบและคอยดูแลในเรื่องการรักษา ความปลอดภัย คอยตรวจสอบผู้ทำผิด และมีมาตรการการลงโทษ
ระบบการรักษาความ ปลอดภัยอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชน รัฐจักต้องให้การสนับสนุนและร่วมมือเพื่อให้การดำเนินธุรกิจบนเครือข่ายมี ความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

     งานวางแผน งานวิจัยและพัฒนาเชิงรุก
ระบบการวิจัยอาจเริ่มจากการพัฒนาเพื่อใช้ในประเทศไทย เช่น การใช้ภาษาไทย ระบบสืบค้นข้อมูล ระบบมาตรฐานข้อมูลต่าง ๆ การปรับปรุงประสิทธิภาพเครือข่าย ระบบบัฟเฟอร์ข้อมูล ระบบมัลติมีเดียที่กำลังก้าวหน้า งานค้นคว้าวิจัยเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดการพัฒนาและการปรับใช้ในประเทศไทยเอง
งานทางด้านการวางแผนของประเทศชาติก็มีความจำเป็น รัฐบาลเน้นให้หน่วยงานมี CIO ให้มีแผนหลักขององค์กร แต่แผนหลักของรัฐบาลเองกลับไม่มี หากมีเป้าหมายชัดเจน ผู้ดำเนินการก็สามารถช่วยกันดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้

     ฝากไว้สำหรับอนาคต
การใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยต้องการผู้ชี้นำ ต้องการผู้ดำเนินการเชิงรุก เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เรามีงานที่จะต้องดำเนินการเชิงรุกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการโดเมน หรือชื่อในประเทศไทย การใช้ภาษาไทยกับชื่อโดเมนในระดับ DNS การสร้างมาตรฐานข้อมูล การดำเนินการเรื่องดิจิตอลไลบรารี การสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะระบบสื่อสารโทรคมนาคม การแบ่งผลประโยชน์ที่เป็นธรรมระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการ 

แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ต
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 1




1.  อินเทอร์เน็ตย่อมาจากคำว่าอะไร
      ก.Cyberspace                         ข. Inter Connection Network
      ค. Information Technology     ง. National Science

2.  ในปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ.1969)  เครือข่ายอาร์พาเน็ตได้ถูกเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยกี่แห่ง
     ก. 2 แห่ง                                  ข. 3 แห่ง
     ค. 4 แห่ง                                   ง. 5 แห่ง

3.  การสื่อสารผ่านทางอินเทอร์เน็ตมีกี่รูปแบบ
     ก. 1 แบบ                              ข. 2 แบบ
     ค.  5 แบบ                               ง. 6 แบบ

4.ห้องสนทนาเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร
     ก. E-mail                               ข. Chat Room
     ค. Workroom                         ง. MSN

5.ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตควรมีบัญญัติกี่ประการ
    ก. 5 ประการ                            ข.7 ประการ
    ค. 9 ประการ                             ง. 10 ประการ

6.ประเทศไทยได้เริ่มติดต่อกับอินเทอร์เน็ตในปี พ.ศ.ใด
     ก. พ.ศ. 2525                                  ข. พ.ศ.2536
     ค. พ.ศ. 2530                                   ง. พ.ศ. 2531

7. การทำธุรกิจออนไลน์ คำภาษาอังกฤษมาจากคำว่าอะไร
     ก.Virtual library                             ข. E-commerce
     ค.Default                                        ง. Poompae


8. ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตมีกี่ข้อ
    ก.6 ข้อ                                              ข. 8 ข้อ
    ค. 9 ข้อ                                             ง. 10 ข้อ


9. การติดต่อสื่อสารมีกี่รูปแบบ
     ก. 3 รูปแบบ                                       ข. 4 รูปแบบ
     ค. 5 รูปแบบ                                       ง. 6 รูปแบบ


10.โรคติดอินเทอร์เน็ตคำศัพท์ในภาษาอังกฤษว่าอย่างไร
     ก. Index                                           ข. Webaholic
     ค. Service Prouiders                         ง. Internet

เฉลย
1ข                                               6. ค
2ค                                               7. ข
3.ค                                              8. ง
4.ข                                              9. ค
5 ง                                              10. ข                                              

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น